วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ปักกิ่ง


ปราดเปรียว รักอิสระ ดูแลง่าย
   
ลักษณะทั่วไป
      สุนัข พันธุ์ปักกิ่งมีบุคลิกแบบสวย เริ่ด เชิด และหยิ่งในศักดิ์ศรี พร้อมด้วยอาการดื้อดึงแต่พองาม เป็นสุนัขที่มีความเป็นตัวของตัวเอง มีท่าทีการเคลื่อนไหวอย่างสง่างามระเหิดระหง อารมณ์ดีแต่สงบเงียบ ไม่เอะอะโวยวายหรือร่าเริงเกินเหตุ แต่ก็ใช่ว่าจะนิ่งจนน่าเบื่อ ถ้าอยู่กับเจ้านายหรือผู้ที่คุ้นเคยมันก็จะเล่นด้วยอย่างสนุกสนานน่ารัก นอกจากนี้ปักกิ่งยังเป็นสุนัขที่กล้าหาญ ไม่เคยมีประวัติเรื่องวิ่งหนีหางจุกตูด เป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรง ทรหดอดทนและเลี้ยงง่าย ทั้งยังเป็นมิตรและซื่อสัตย์ต่อเจ้าของอย่างยิ่งด้วย
ความเป็นมา
      มีหลักฐานว่าคนจีนเลี้ยงสุนัขขนาดเล็กมาตั้งแต่ 1500 ปีก่อนแล้ว ในปี ค.ศ. 565 พระเจ้าจักรพรรดิประเทศจีนทรงพระราชทานนามสุนัขของพระองค์ว่า "ชิ ซู" หรือ "เสือแดง" เป็นสุนัขเปอร์เซียน เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิทรงม้า "เสือแดง" จะขึ้นไปนั่งบนตะกร้าที่ผูกไว้ด้านหน้าอานม้า ในปี ค.ศ. 620 มีบันทึกว่าสุนัขตัวผู้ตัวเมียคู่หนึ่ง สูงประมาณ 6 นิ้ว ถูกนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายจักรพรรดิเกาสู
      บันทึกอ้างว่าสุนัขคู่นี้มีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถนำทางม้าในเวลากลางคืน หลักฐานทำนองนี้สืบเนื่องกันมากจนกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 เมื่อราชวงศ์ของกุบไลข่านถูกพิชิตลง บันทึกหลักฐานต่างๆ ก็หมดสิ้นลงไปด้วย เป็นเวลาสืบเนื่อง 33 ปี เรารู้แต่ว่าคนจีนหันมานิยมเลี้ยงแมวแทนสุนัข โดยเฉพาะในสังคมชั้นสูง ธรรมเนียมการเลี้ยงสุนัขขนาดเล็กของจีนมาพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดระหว่างปี ค.ศ. 1820 ถึง 1850 ในช่วงเวลานั้นมีสุนัขอยู่หลายพันธุ์ในนครปักกิ่ง พวกขันที 4000 คน ยังมีหน้าที่เฉพาะในการผลิตเพาะสุนัขแบบที่เราเรียกว่า "พันธุ์ปักกิ่ง" ด้วย
       พระนางซูสีไทเฮาทรงเป็นผู้ทำนุบำรุงกิจกรรมนี้ พระนางยังทรงกระตุ้นให้สร้างรูปแบบพันธุ์คล้ายกับ "สุนัขสิงห์โต" แบบเก่า กิจกรรมข้อหนึ่งก็คือจัดร่างกฎเกณฑ์แบบเฉพาะของสุนัข ข้อความที่นำมาเสนอแบบย่อๆ มีดังนี้ "จงให้มันสวมคลุมขนแห่งความสง่ารอบๆ คอ ขาคู่หน้าของมันจะต้องโค้ง เพื่อไม่ให้มันเดินออกไปไกลๆ หรือเดินออกนอกเขตพระราชฐาน จงสอนมันให้ละเว้นการเตร็ดเตร่ไปมา ให้มันมีขนเหมือนสิงห์โต เหมาะที่จะอุ้มไว้ในชายแขนเสื้อคลุม …" กฤษฎีกานี้ยังกำหนดต่อไปถึงอาหารของสุนัข เช่น "หูฉลาม" "ตับนก" และ "ส่วนอกนกกระทา" เราอาจจะไม่ถือเรื่องนี้เป็นจริงเป็นจังนัก อย่างไรก็ตามหลักฐานนี้ ทำให้เรารู้ว่ามีสุนัขพันธุ์ปักกิ่งเกิดขึ้นมาแล้ว และมักจะพบสุนัขพันธุ์นี้ในพระราชวังเท่านั้น ในสมัยก่อนผู้ใดขโมยสุนัขนี้จะได้รับโทษถึงประหารชีวิต
        พระราชวังแห่งปักกิ่งถูกชาวต่างชาติบุกเข้ายึดครองเมื่อปี ค.ศ. 1860 ก่อนการสูญเสียมีคำสั่งจากพระราชวงศ์ว่า  ให้สุนัขตายไปเสียดีกว่า จะให้ตกอยู่ในมือของคนต่างชาติ เจ้าฟ้าหญิงพระองค์หนึ่งไม่ยอมเสด็จหนี ทั้งไม่ยอมให้ทหารดรากูนเข้าจับกุมด้วย ทรงปลงพระชนม์ชีพของพระองค์เอง แต่ไม่ได้ทำลายสุนัขที่เลี้ยงไว้ สุนัขปักกิ่งสี่ตัวถูกทหารยึดได้ ตัวหนึ่งถูกส่งขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระราชินีวิคตอเรีย อีก 3 ตัวที่เหลือยุคแห่งริชมอนด์เลี้ยงดูไว้ ต่อมาก็มีผู้นำตัวอื่นๆ เข้าสู่อังกฤษอีก ตัวหนึ่งได้นำถวายควีนวิคตอเรีย ส่วนอีก 3 ตัวมอบให้ LORD HAY และได้แพร่พันธุ์กระจายไปทั่วไปโลก ซึ่งก็หมายถึงการเลี้ยงดูเพาะสร้างสายพันธุ์ที่ตามมา
      เรื่องราวเหล่านี้อ่านแล้วเหมือนนิยาย แต่ก็เป็นเรื่องจริง เรื่องคล้ายนิยายและความเกี่ยวพันกับราชวงศ์ซึ่งเป็นของสูงนี้ ทำให้พันธุ์ปักกิ่งได้รับความนิยมอย่างใหญ่หลวง ตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 8 มีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น LION DOG SUN DOG หรือ STEEVE DOG ปักกิ่งเป็นสุนัขขนาดเล็กที่น่าสนใจที่สุด และมีบุคลิกลักษณะที่ผิดธรรมดาที่สุด มันมีลักษณะผสมกันประหลาดๆ ของความขบขันและความทรนง เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ด้วยทั้งยังมีความหัวแข็งดื้อรั้นอย่างน่าทึ่ง บางครั้งก็ไม่ยอมรับคำสั่งโดยเด็ดขาด พวกมันชอบเก้าอี้นวมบุแพรไหม แต่ถ้ามีอารมณ์สนุกแล้วก็อกไปวิ่งไล่จับกระต่ายเลย
       ลักษณะเฉพาะตัวเหล่านี้ทำให้สุนัขพันธุ์นี้พุ่งขึ้นไปสู่ระดับสุดยอด พันธุ์ปักกิ่งไม่เคยหลุดออกจากยี่สิบอันดับแรกสุนัขยอดนิยมของอังกฤษ (Top Twenty) และยังคงติดอันดับสูงมาจนทุกวันนี้ สำหรับในสหรัฐอเมริกานั้นทั้งๆ ที่พันธุ์ปักกิ่งเพิ่งเข้าไปเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่ก็เป็นสุนัขระดับยอดนิยมแล้ว
ลักษณะนิสัย
     สุนัขพันธุ์ ปักกิ่ง ปราศจากความกลัวต่อทุกสิ่งที่ทำให้ เขาโกรธ ไม่สนใจแม้กระทั่งขนาดสุนัขตัวอื่นหรือแม้แต่คนแปลกหน้า ความภักดีคือสิ่งที่บ่งบอกคุณลักษณะสุนัขพันธุ์นี้ได้ดีที่ สุดพวกเขาจะป้องกันทุกสิ่งที่พวกเขาคิดเป็นของพวกเขา
การดูแล
 
ปักกิ่ง ต้องการการเอาใจใส่ดูแลสัปดาห์ละครั้ง เพราะมีขนที่หนาและมีจำนวนมาก จึงต้องได้รับการแปรงขน และต้องทำความสะอาดขนเป็นประจำ นอกจากนั้นยังต้องทำความสะอาดบริเวณตา หู และบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวผู้ สัปดาห์ละครั้ง และตัดเล็บนิ้วเท้าให้สั้นอยู่เสมอ ปักกิ่ง ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงนอกบ้าน เนื่องจากเป็น สุนัขกลุ่มทอยซึ่งจะรักความสะดวกสบาย และความอบอุ่นของการใช้ชีวิตภายในบ้าน ควรจูงสุนัขเดินบนแข็งๆ สม่ำเสมอแต่ไม่ต้องไกลมาก
 
 
 
 
ผู้เลี้ยงที่เหมาะสม
     สุนัขปักกิ่งเหมาะกับผู้เลี้ยงทุกเพศทุกวัย
ข้อควรจำ
     ปักกิ่ง ไม่ใช่สุนัขที่จะนอนเล่นบนตักคุณอยู่นิ่งๆ แม้ว่าเขาจะชอบถูกกอดรัดเป็นครั้งคราวและอาจจู้จี้ บ้าง เขาอยู่ได้กับคนทุกวัยและสามารถเป็นเพื่อนไป ได้ตลอดชีวิต รักสนุกและชอบเล่น ตอนเป็นลูกสุนัขควรมีของเล่นให้เขาได้เล่น และเมื่อพวกเขาโตขึ้นพวกเขาก็จะเล่นกับของเล่น หรือลูกบอลบนสนามหญ้าภายในบ้าน ปักกิ่ง ยอมรับสภาพแวดล้อมทุกแบบแต่ชอบอยู่ในพื้นที่ของตนมากกว่า
   
มาตรฐานสายพันธุ์
  
 
ขนาด
 เนื่องจากปักกิ่งเป็นสุนัขตุ๊กตา (TOY) จึงนิยมให้มีขนาดเล็ก โดยจะต้องมีลักษณะที่ถูกต้อง น้ำหนักจะต้องไม่เกิน 14 ปอนด์ 
ศีรษะ
 มีขนาดใหญ่ แข็งแรง กว้างและแบน ในช่วงระหว่างหูทั้งสองข้างจะต้องไม่มีโค้งนูนเป็นโดม มีระยะระหว่างตาทั้งสองข้างกว้าง 
สต๊อป
 หรือรอยต่อระหว่างสันจมูกกับหน้าผากจะต้องลึกมาก 
ปาก
 สั้นมาก กว้าง มีรอยย่น ไม่ยื่นแหลม แข็งแรง ขากรรไกรล่างกว้าง ฟันไม่ยื่นให้เห็นนอกริมฝีปาก 
ตา
 ตาโต สีเข้ม กลมนูนเด่นประกาย 
หู
 มีลักษณะเป็นรูปหัวใจ ไม่อยู่สูงเกินไป ยาวพอสมควร ปลายหูอยู่ระดับต่ำกว่าช่วงปากเล็กน้อย ห้อยตกลงแนบแก้ม ปกคลุมด้วยขนที่ยาวมาก 
จมูก
 จมูกสีดำ กว้าง สั้นและแบน 
ลำตัว
 ลำตัวช่วงหน้าใหญ่หนักแข็งแรง หน้าอกกว้าง ซี่โครงโค้งกว้างค่อยๆ เรียวลงทางด้านหลัง รูปร่างเหมือนสิงโต หลังเรียบขนานกับพื้น ลำตัวสั้นยกเว้นตัวเมียที่อาจยาวกว่าตัวผู้ได้เล็กน้อย 
ขา
 ขาสั้น ขาหน้ามีกระดูกช่วงบนโค้ง ไหล่แข็งแรง ขาหลังมีกระดูกที่เล็กบางกว่าเล็กน้อย แต่แข็งแรงและได้สัดส่วน 
เท้า
 เท้าแบน ปลายเท้าเฉียงออก ไม่มีลักษณะกลม จะต้องยืนได้มั่นคงบนเท้าไม่ใช่ยืนบนข้อเท้า 
หาง
 ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สูง วางพาดไปบนหลัง ปลายหางตกลงด้านใดด้านหนึ่ง มีขนยาวตรงแน่นและฟูมาก 
ขน
 ขนยาว มีขนชั้นในที่หนาแน่น ขนมีลักษณะเป็นเส้นตรง เรียบไม่หยิกเป็นคลื่น ค่อนข้างหยาบแต่นุ่ม ขนบริเวณสะโพก ขา หางและหูจะต้องยาวและฟูมาก 
สีขน
 มีได้ทุกสีคือ แดง ฟอน (สีโทนน้ำตาล) ดำ ดำกับแทน (BLACK AND TAN) เซเบิล (ขนสีดำที่ปกคลุมสีของลำตัวที่อ่อนกว่า) บรินเดิ้ล (ขนสีเข้มและสีอ่อนขึ้นแซมกันทั่วตัว) ขาวและขน 2 สี (PATICOLOR) คือ จะต้องมีสี 2 สีที่แยกจากกันอย่างชัดเจนกระจายอยู่ทั่วตัว ไม่มีสีใดสีหนึ่ง เป็นบริเวณกว้างอยู่สีเดียว จะต้องมีสีขาวปรากฎบริเวณหลัง สำหรับสุนัขที่มีสีเดียว แต่มีเท้ากับหน้าอกยาว ไม่นับเป็นประเภทขนสองสี 
ขนและแผง
 ยาวและฟูมาก กว้างเกินหัวไหล่ ปกคลุมตลอดรอบลำคอ 
 


อาคิตะ


อาคิตะ”   ถิ่นกำเนิดประเทศญี่ปุ่น เพื่อนผู้ซื่อสัตย์จากแดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อพูดถึงตำนานของความซื่อสัตย์แล้วล่ะก็คงหนีไม่พ้นเจ้าสุนัขพันธุ์ที่จะแนะนำวันนี้ “Akita” หรือออกเสียงแบบไทย ๆ ว่า อาคิตะนั่นเองด้วยความที่มีเรื่องเล่าขานกันมายาวนานเกี่ยวกับความจงรักภักดีของอาคิตะที่มีต่อเจ้าของ จนทำให้ทั่วโลกขนานนามเจ้าอคิตะนี้ว่า “The Loyal Friend from the Land of the Rising Sun”  อคิตะมีถิ่นกำเนิดในเมืองฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น แรกเริ่มถูกใช้เพื่อการอารักขาโชกุน และใช้งานเป็นสุนัขล่าสัตว์
                ด้วยความที่เป็นสุนัขอารักขาและล่าสัตว์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมอาคิตะจึงมีความเป็นเลิศในเรื่องของการดมกลิ่น มีสายตาที่ดีเยี่ยม จนถึงความสามารถในการได้ยินที่สุดยอด โดยธรรมชาติแล้วเจ้าอคิตะเป็นสุนัขที่เงียบ ๆ จะส่งเสียงเห่าเมื่อรู้สึกว่าถูกคุกคามเท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นนับเป็นช่วงที่ลำบากที่สุดของอคิตะจนเกือบจะได้ขึ้นทะเบียนว่าสูญพันธุ์ไปแล้วทีเดียว เนื่องด้วยความแร้นแค้นช่วงนั้น ทำให้อาคิตะถูกคุกคามไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกินตลอดจนถูกนำมาเป็นเครื่องนุ่งห่มของมนุษย์ โดยเฉพาะถูกทางการสั่งกำจัดเพื่อป้องกันโรคระบาด แต่ก็มีบางส่วนที่รอดมาได้ เพราะเจ้าของที่รักพวกมันได้ปล่อยมันสู่ธรรมชาติและด้วยสัญชาติญาณนักล่าทำให้มันมีชีวิตรอดมาได้ระหว่างปีแห่งสงครามนั้น
                ปัจจุบันอคิตะเป็นสุนัขที่ได้ชื่อว่าโดดเด่นในเรื่องของความกล้าหาญและซื่อสัตย์หวงแหนถิ่นที่อยู่อาศัย รักเจ้าของ มีความตื่นตัวเสมอ เป็นสุนัขที่สุภาพ รักความสะอาด จนบางครั้งก็ดูเหมือนเป็นสาวน้อยช่างแต่งตัว เพราะคุณจะเห็นอคิตะดูแลทำความสะอาดขนของตัวเองและคู่ของมันอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะทุกครั้งหลังมื้ออาหาร ด้วยความที่เป็นสุนัขที่มีรูปร่างใหญ่และแข็งแรงตามธรรมชาติของสายพันธ์จึงเป็นสุนัขที่มีความอดทนมากอีกด้วย
ช่วงชีวิต 12-17 ปี
นิสัย  อคิตะเป็นสุนัขที่ฉลาด อดทน เรียนรู้เร็ว แข็งแกร่ง กล้าหาญ ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของและขี้เบื่อง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความเป็นส่วนตัว ปกติแล้วอาคิตะจะไม่คุ้นเคยกับการถูกเลี้ยงเป็นฝูงหลายตัว เขาได้รับการฝึกให้ทำงานตัวเดียวโดด ๆ หรือเป็นคู่กับพาร์ทเนอร์เท่านั้น จึงไม่เหมาะกับครอบครัวที่เลี้ยงสุนัขหลาย ๆ ตัวเพราะอาจจะแสดงความก้าวร้าวกับสุนัขแปลกหน้าได้
สุขภาพและการดูแล  สุนัขที่ซื่อสัตย์และกล้าหาญอย่างอคิตะนี้ ต้องการการดูแลที่ไม่ยุ่งยากเท่าไรนัก สิ่งสำคัญคือการได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แม้จะถูกเลี้ยงอยู่ในอพาร์เมนท์เขาก็สามารถทำตัวสงบเสงี่ยมได้ดีจนกว่าจะถึงเวลาออกกำลังกาย ทานอาหารปริมาณน้อย จะมีการผลัดขนปีละ ครั้ง ดังนั้นการดูแลสภาพขนจึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับสุนัขพันธุ์นี้
การฝึกสอน   อคิตะเป็นสุนัขที่ฉลาดและซื่อสัตย์ ด้วยสัญชาติญาณของนักล่าและเอาชีวิตรอด จึงควรเริ่มทำการฝึกให้เชื่อฟังคำสั่งพื้นฐาน อาคิตะเรียนรู้เร็วถ้าได้รับการฝึกที่ถูกต้องและสม่ำเสมอก็จะเป็นสุนัขที่ยอดเยี่ยมของคุณเลยทีเดียว
มาตรฐานสายพันธุ์
หัว มีขนาดใหญ่สัมพันธ์กับขนาดของลำตัว รูปร่างของหัวเป็นรูปสามเหลี่ยม โดยมียอดสามเหลี่ยมอยู่ที่ปลายจมูก กะโหลกระหว่างหูค่อนข้างกว้าง ส่วนหูปราศจากรอยย่น
คอ  ค่อนข้างสั้น เมื่อเทียบกับขนาดของลำตัว
ลำตัว  มากกว่าความสูงประมาณ 10:9 สำหรับเพศผู้ และประมาณ 11:9 สำหรับเพศเมีย เส้นหลังตรงขนานกับพื้น ผิวหนังตึง อกกว้างและลึก
หาง  ใหญ่และม้วน โดยหางอยู่ในระดับสูง
ขน-สี  ขนมีสองชั้น ขนชั้นในหนานุ่ม ขนชั้นนอกแข็ง ตรง สีจัดเห็นได้ชัด และเป็นสีอะไรก็ได้
หู  มีขนาดเล็ก ตั้งตรงเป็นรูปสามเหลี่ยม โคนหูกว้าง ปลายหูมน ลักษณะสำคัญของสายพันธุ์นี้คือ หูยกตั้งตรงกับแนวแผงคอหลัง และไม่มีรอยยับตรงช่วงหู
ดวงตา  เล็กลึก สีน้ำตาลเข้ม ขอบตาตึงสีดำ
ส่วนปากกับจมูก  ปากกว้าง ขอบปากดำ กระบอกปากใหญ่ ความยาวของปากต่อความยาวของกะโหลกคือ 2:3 จมูกกว้าง สีดำ ส่วนสุนัขสีขาวอาจมีจมูกสีน้ำตาลได้ จุดหักของจมูกต้องชัดเจนแต่ต้องไม่หักมากจนเกินไป
ฟัน  แข็งแรงและสบกันแบบกรรไกร
ขนาด  เพศผู้ 26-28 นิ้ว เพศเมีย 24-26 นิ้ว
น้ำหนัก  เพศผู้ 34-54 กก. เพศเมีย 34-50 กก.
เท้า  ข้อเท้าแข็งแรง  นิ้วเท้าชิดเหมือนเท้าแมว
ขาหน้า  มีกระดูกใหญ่และตั้งตรง ข้อเท้าเอียงประมาณ 15 องศามองจากด้านหน้า ขาหน้าตั้งฉากกับพื้น ห่างกันพอประมาณ
ขาหลัง  มีกระดูกใหญ่ ข้อเท้าหลังทำมุมพอเหมาะ


ธิเบต





สุนัขพันธุ์ทิเบตัน มาสทิสส์ สุนัข ที่ แพงที่สุดในโลก










Tibetan mastiff สุนัขพันธุ์ทิเบตัน มาสทิสส์ ได้ทำลายสถิติ สุนัข ที่ แพงที่สุดในโลก โดยเศรษฐีนี นานว่านาง Wang ได้พาเรตขบวนรถ 30 คันไปรับ เจ้าพันธุ์สุนัขทิเบตัน มาสทิสส์ ที่มีชื่อว่า Yangtze River Number Two อย่างใหญ่โตถึงเมือง Shaanxi เพื่อเป็นการต้อนรับสู่บ้านใหม่

ข้อมูลเฉพาะ หมา แพงที่สุดในโลก

  • เป็นสุนัขสายพันธุ์ ทิเบตัน มาสทิสส์ ( Tibetan mastiff )
  • มีชื่อว่า Yangtze River Number Two
  • อายุ 18 เดือน
  • ความสูงจากพื้นถึงไหล่ 80 เซ็นติเมตร
  • เจ้าของ นาง Wang
  • ราคาซื้อ 4 ล้านหยวน ( 20 ล้านบาท )
ข้อมูลเกี่ยวกับ สุนัขสายพันธุ์ Tibetan mastiff

  • มันเป็นสุนัขสายพันธุ์โบราณ
  • ถิ่นที่อยู่ บริเวณเอซียกลาง และอินเดีย
  • มีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า Do-khyi ซึ่งแปลว่า สุนัขที่ต้องถูกผูกไว้ (tied dog) เนื่องจากอุปนิสัยที่หวงถิ่นฐาน และดุร้าย จึงต้องผูกไว้เพื่อความปลอดภัยของบุคคลภายนอก
  • ขนาดและน้ำหนักใหญ่ที่สุดที่เคยมีบันทึกไว้ สูงกว่า 80 เซ็นติเมตร หนักกว่า 110 กิโลกรัม
  • ขนาดความสูงตัวมาตรฐาน 61 - 72 เซ็นติเมตร
  • น้ำหนักตัวมาตรฐาน 45 - 72 กิโลกรัม
  • มีลักษณะขนสองชั้น และยาว เพื่อป้องกันความหนาวเย็น
  • มาร์โคโปโล( Marco Polo ) เคยบันทึกการพบเห็นสุนัขพันธุ์นี้ไว้ว่า " พวกมันสูงเท่าลา และมีเสียงดังดุจสิงโต "
  • พวกมันเป็น 1 ในสายพันธุ์สุนัข ที่ หายากที่สุดในโลก สายพันธุ์หนึ่ง คาดการว่ามีสายพันธุ์แท้หลงเหลืออยู่เพียง ประมาณ 100 ตัวเท่านั้น
  • พวกมันเป็น 1 ในสายพันธุ์สุนัข ที่ ดุร้ายที่สุดในโลก สายพันธุ์หนึ่ง โดยชาวธิเบต กล่าวว่าพวกมัน ดุร้าย กล้าหาญ และแข็งแกร่งจนสามารถต่อสู้กับหมี หรือ เสือ ที่บุกเขามากินฝูงสัตว์ที่มันดูแลได้ทีเดียว
  • พวกมันเป็น 1 ในสายพันธุ์สุนัข ที่ ตัวใหญ่ที่ในโลก สายพันธุ์หนึ่ง ด้วยส่วนสูงมากสุดกว่า 80 เซ็นติเมตร หนักกว่า 110 กิโลกรัม
  • ด้วยทั้งหลายทั้งมวลนี้ทำให้ สุนัขสายพันธุ์ทิเบตัน มาสทิสส์ เป็น สุนัข ที่ แพงที่สุดในโลก ไปในโดยปริยาย
สุนัขพันธุ์ทิเบตัน มาสทิสส์ สุนัข ที่ แพงที่สุดในโลก
พวกมันดุ พวกมันตัวใหญ่

สุนัข ที่ ใหญ่ที่สุดในโลก
คงไม่มีใครสงสัย ในความดุร้ายของพวกมัน

ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์


















 ลักษณะสายพันธุ์ของ สุนัข ลาบราดอร์

          ลาบราดอร์ จะมีขนสองชั้น ชั้นนอกสั้น เหยียดตรง และแน่น ขนชั้นในนุ่มและช่วยปกป้องจากสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายได้ดี สีขนเป็นสีดำ สีเหลือง หรือสีช็อคโกแลต บางครั้งอาจมีจุดขาวบริเวณหน้าอก หางของ ลาบราดอร์ ดูคล้ายหางของตัวนาก โคนหางจะหนาและเรียวลงจนถึงปลายหาง

          ส่วนนิสัย "ลาบราดอร์" เป็นสุนัขที่มีเสน่ห์และน่าเลี้ยงที่สุดพันธุ์หนึ่ง ฝึกง่าย ตื่นตัว กระฉับกระเฉง ช่างประจบ ใจดี และ ฉลาด สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เป็นมิตรกับคนและสัตว์อื่น เป็น สุนัข ที่รักเด็ก และชอบเล่นกับเด็ก นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการสะกดรอยและการปราบปรามยาเสพติด

 อาหารและการเลี้ยงดู ลาบราดอร์

          สถานที่เลี้ยง ลาบราดาร์ ต้องมีคอกที่ใหญ่และมีรั้วสูงล้อมรอบ และควรใส่ใจดูแลสุขภาพ ควรแปรงขนให้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง การเดินและวิ่งเล่นในที่ที่ไม่พลุกพล่านถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี และเนื่องจาก ลาบราดอร์ เป็นสุนัขที่ไม่กลัวน้ำ ชอบว่ายและเล่นน้ำ หากมีเวลาก็ควรให้ได้ลงไปว่ายน้ำเก็บของบ้าง

          สำหรับ สุนัข ที่โตแล้ว ควรให้เขาเดินได้วันละ 30 นาที จะทำให้พวกเขาแข็งแรง ในขณะที่สำหรับลูกสุนัข จะใช้เวลาในการเล่นทั้งวัน ใครที่คิดจะเลี้ยง สุนัข ลาบราดอร์ บ้านของคุณควรมีบริเวณสนามหลังบ้าน ไว้ให้พวกเขาได้วิ่งเล่น และพวกเขายังเป็นจอมเคี้ยวและจอมขุดตัวยงอีกด้วย ถ้าคุณอยากให้สวนของคุณสวยเหมือนเดิม ให้เตรียมกั้นรั้วไว้ว่าบริเวณไหนที่คุณจะอนุญาตให้ ลาบราดอร์ เล่นได้

          ในเรื่องของอาหาร สุนัข ลาบราดอร์ จะอ้วนง่ายเวลาที่มีอายุมากขึ้น ซึ่งสามารถก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ดังนั้น จึงควรดูแลอาหารการกินที่มีปริมาณและคุณค่าทางอาหารเหมาะสมตามวัยของ สุนัข และที่สำคัญควรจะพา สุนัข ไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และตรวจสอบว่ามีปัญหาเรื่องโรคกระดูกข้อสะโพกหลุดหรือกระดูกอ่อนหรือไม่ การตรวจพบตั้งแต่ช่วงเริ่มแรก จะทำให้รักษาได้ผลดีกว่า

 โรคที่มักเกิดกับ สุนัข ลาบราดอร์
           โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip Dysplasia ) เป็นโรคกระดูกที่พบได้มากใน สุนัข พันธุ์ใหญ่ ( Giant and large breed ) โดยพบมากถึง 1 ใน 3 ของโรคกระดูกทั้งหมดใน สุนัข โดยโรคนี้จะมีพัฒนาการในช่วงที่มีการเจริญเติบโต ของกระดูกจึงอาจพบได้ตั้งแต่ 4-12 เดือน

           โรคกระดูกอ่อน เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับ สุนัข ที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกไม่สมบูรณ์ จะมีอาการที่พบเห็นทั่วไป คือ สุนัขมีอาการขาโก่ง หรือ ขณะเดินจะสังเกตว่าขาจะไม่มั่นคง จะปัดไปปัดมา ซึ่งสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงที่กำลังเจริญวัย กินอาหารครั้งละมากๆ กินแล้วก็นอน ฯลฯ และผลที่ตามมา ขาก็จะลีบเล็กลง โดยที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย  จนทำให้ขาเสียในที่สุด

          วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ให้อาหาร สุนัข ไม่ต้องมากในแต่ละมื้อ โดยอาจจะเพิ่มจำนวนมื้อให้มากยิ่งขึ้น และให้เวลากับสุนัขของคุณ ในการพาเค้าออกไปวิ่งเล่นออกกำลังกายยามว่าง ที่สำคัญอาหารที่ให้ก็ควรมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วน ไม่ควรที่จะให้ ข้าวคลุกกับข้าว ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ควรจะให้สลับกับอาหารสำเร็จรูป สำหรับสุนัขบ้าง เพราะอาหารเหล่านั้นจะมีสารอาหารอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

           โรคขาดฮอร์โมนไทรอยด์ กล่าวคือ ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนน้อยกว่าปกติ และก่อให้เกิดความผิดปกติต่างๆ ของร่างกายโดยแสดงออกทางผิวหนัง อาการที่พบคือ สุนัขจะมีอาการขนร่วง เช่น  ข้างลำตัว  รอบก้นและหาง  หน้าอก  ในสุนัขอายุมากมักพบรังแคกระจายทั่วร่างกาย  อาจพบผิวหนังมีเม็ดสีสะสม  มักพบเป็นสีดำ อาจมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ อ่อนเพลีย  ซึ่งโรคนี้มักพบในสุนัขอายุ  6-10  ปี แต่ถ้าเป็น สุนัข พันธุ์ใหญ่สามารถพบในอายุน้อยกว่า  6  ปีได้ ดังนั้น หากสุนัขของคุณมีอาการดังนี้  แนะนำให้พาสุนัขมาตรวจกับสัตวแพทย์เพื่อรับการรักษาจะดีที่สุด

           โรคประสาทตาเสื่อม อาจเรียกได้ว่าเป็นโรคประจำของ สุนัข ลาบราดอร์ เนื่องจากพบอัตราการป่วยมากกว่าสายพันธุ์อื่น โดยอาการจอตาเสื่อมมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับบริเวณของจอตาที่มีปัญหา อาการที่สังเกตได้คือ สุนัข จะมองภาพได้ไม่ชัดเจนในที่มีแสงน้อย และเจ้าของจะรู้สึกว่าตาแวววาวผิดปกติ เนื่องจากม่านตาขยายเพื่อให้แสงผ่านไปได้มากขึ้น สุนัข อาจเห็นภาพได้แคบลง จึงต้องหันหัวมอง หรืออาจเดินชนสิ่งของ ส่วนใหญ่อาการนี้ไม่สามารถรักษาได้ แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่เป็นจะต้องตาบอดอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ต้องได้รับตรวจอย่างละเอียด

           โรคต้อกระจก มักเกิดกับ สุนัข ที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยจะมองเห็นแก้วตามีลักษณะขุ่นขาว ซึ่งสุนัขยังพอมองเห็นได้ แต่ถ้าแก้วตาขุ่นเพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้มองไม่เห็น เนื่องจากแสงไม่สามารถผ่านเข้าไปยังจอรับภาพได้ ทั้งนี้สาเหตุเป็นเพราะโรคเบาหวาน หรือได้รับบาดเจ็บ มีแผลที่ตา อย่างไรก็ตาม โรคต้อกระจกอาจจะพบได้ในสัตว์อายุน้อยตั้งแต่เกิดจนถึง 3 ปี เนื่องจากเป็นมาตั้งแต่เกิด สำหรับการรักษา ควรรีบพาสุนัขของคุณไปพบสัตวแพทย์ เพื่อรับการตรวจและรักษาทันที หากปล่อยทิ้งไว้นาน  จะทำให้การรักษายากขึ้น และอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดได้

           โรคลมบ้าหมู  จะทำให้ สุนัข ชักบ่อยๆ และควบคุมการทรงตัวไม่ได้ การแก้ไขเบื้องต้น ควรหาสถานที่ให้ สุนัข อยู่อย่างสงบในห้องที่มืดๆ จนกว่าอาการชักจะทุเลาลง ในระหว่างที่ สุนัข ชักอย่าได้เข้าไปจับตัวเด็ดขาด เพราะมันอาจหันมากัดได้  ทั้งนี้ ยารักษาโรคลมบ้าหมูอาจช่วยลดอาการชักให้น้อยลงได้ แต่ควรปรึกษาการใช้ยาจากสัตวแพทย์ สำหรับสาเหตุของโรคชักเกิดจากพยาธิในลำไส้เป็นตัวการสำคัญ

ร็อตไวเลอร์
















 ร็อตไวเลอร์ มาจากไหน?

          ร็อทไวเลอร์ สุนัขขนาดใหญ่สายพันธุ์นี้ เคยถูกเลี้ยงไว้ใช้งานในการคุ้มกันกองคาราวานสินค้า ในประเทศแถบยุโรป ครั้งหนึ่งเมื่อเสร็จจากงาน เจ้าของกองคาราวานสินค้าได้นำสุนัขเข้ามาพักผ่อนในเมือง ปรากฏว่า ชายขี้เมาคนหนึ่งพยายามเข้ามาทำร้ายเจ้าของ สุนัข "ร็อตไวเลอร์" จึงเข้าปกป้อง เมื่อหลายคนเห็นว่าสุนัขพันธุ์นี้มีทั้งพละกำลัง และความดุร้ายหวงแหนเจ้าของ จึงนำมาเพาะเลี้ยงใช้งานลักษณะนี้มาถึงปัจจุบัน และพันธุ์ของเจ้าสุนัข ร็อตไวเลอร์ ที่โด่งดังสุด เห็นจะเป็นพันธุ์ที่มาจาก 3 ประเทศหลัก คือ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และยูโกสลาเวีย

           ร็อทไวเลอร์ สายพันธุ์ที่มาจากประเทศเยอรมนี ถือว่าเป็น ร็อตไวเลอร์ ที่ดุร้ายและก้าวร้าวที่สุด เนื่องจากธรรมชาติและเป้าหมายของการเพาะเลี้ยงในประเทศนี้มักใช้งาน "ร็อตไวเลอร์" ในการคุ้มกันบุคคล-อารักขาอาณาบริเวณ การคัดเลือกสายพันธุ์ รวมถึงการฝึกจึงเน้นลักษณะการใช้งานเป็นหลัก สุนัขทุกตัวจึงต้องผ่านการตรวจจิตประสาท ก่อนจะนำไปขึ้นทะเบียนด้วย
          
           ในสหรัฐอเมริกา จะเพาะเลี้ยง "ร็อตไวเลอร์" ในลักษณะสุนัขเข้าสังคม ใจดี ใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนในบ้าน  ฝึกให้มีความสงบ ไม่ก้าวร้าว ถึงขนาดการประกวดสุนัขพันธุ์นี้ในสหรัฐ มีข้อกำหนดว่ากรรมการต้องสามารถอ้าปากได้โดยไม่ถูกกัด หาก สุนัข ร็อทไวเลอร์ มีอาการก้าวร้าวจะถูกตัดสิทธิ์ทันที 

           ขณะที่ประเทศยูโกสลาเวีย จะนำลักษณะเด่นของ ร็อทไวเลอร์ ทั้งสายพันธุ์สหรัฐฯ และเยอรมนี มารวมกันคือ ทั้งบึกบึน สงบ รวมถึงการฝึกคุ้มกันและอารักขาไปในตัวด้วย

ร็อตไวเลอร์ ที่นิยมเลี้ยงในไทยเป็นสายพันธุ์อะไร?

          "ประเทศไทยพ่อแม่พันธุ์ สุนัข ร็อตไวเลอร์ ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี ซึ่งลูกค้าที่ซื้อนิยมเอามาเฝ้าบ้านกันขโมย คุ้มครองคนในบ้าน แต่มีข้อเสีย คือ คนเลี้ยงส่วนมากไม่ค่อยศึกษาลักษณะนิสัย และการฝึก เห็นตอนตัวเล็กๆ น่ารัก ก็ซื้อหามาเลี้ยง โดยไม่นึกถึงตอนที่สุนัข ร็อตไวเลอร์ โตขึ้นมา เลยไม่เข้าใจธรรมชาติของพวกนี้" สกล ทักษิณาภินันท์ชัย เจ้าของคอกสุนัขมอร์แดนด๊อก จ.สมุทรสาคร  ฟาร์มใหญ่ของ "ร็อตไวเลอร์"  ให้ข้อมูล

          ทั้งนี้ ธรรมชาติของสุนัข ร็อตไวเลอร์ จะตัวใหญ่โต น้ำหนักเกินกว่า 50 กิโลกรัม ลักษณะกะโหลกใหญ่ กล้ามเนื้อแข็งแรง ที่สำคัญ ร็อทไวเลอร์ จะหวงแหนอาณาเขตของตัวเอง คนแปลกหน้าเข้ามาจะแสดงอาการปกป้องหรือเห่าส่งเสียงดัง


ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler)

 ลักษณะทั่วไปของสุนัข ร็อตไวเลอร์

          สุนัข ร็อตไวเลอร์ เป็นสุนัขอารักขาที่น่าเกรงขาม เมื่อถูกฝึกให้ต่อสู้และโจมตี ก็จะทำอันตรายให้แก่ผู้บุกรุก แม้จะฝึกได้ไม่ยาก แต่ต้องมีเจ้านายที่มีวินัยเพื่อทำให้มันเคารพและเชื่อถือ ด้วยความเชื่อมั่นในพละกำลัง โดยธรรมชาติมันจะไม่ลังเลที่จะเผชิญหน้ากับภยันตรายที่จะเกิดขึ้น จะแสดงออกถึงความโดดเดี่ยวโดยธรรมชาติ แต่จะไม่เป็นกับเจ้านายหรือผู้คนในครอบครัว

          ร็อตไวเลอร์ เป็นสุนัขที่อกกว้าง ขนาดปานกลาง ล่ำและมีพลัง ความกระทัดรัดและโครงสร้างที่บึกบึนเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความแข็งแรง สุนัขเพศผู้จะมีโครงสร้างที่ใหญ่กว่าสุนัขเพศเมีย โดยที่เพศเมียแม้จะมีขนาดเล็กกว่าแต่ไม่ได้อ่อนแอกว่าแม้แต่น้อย 

          ลักษณะของกะโหลก ควรมีความยาวปานกลาง มองด้านข้าง หน้าผากจะโค้งเล็กน้อย ขากรรไกรบนและล่างแข็งแรง หูขนาดปานกลาง ห้อยลง ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ในขณะที่ตื่นตัวหูจะอยู่ในระดับเดียวกับส่วนบนของกะโหลก จมูกกว้างและมีสีดำ ลำตัวกว้างและลึกลงไปจนถึงข้อศอก หลังเหยียดตรงและแข็งแรง ชายกระเบนเหน็บสั้น ลึกและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ หางตัดสั้นเกือบชิดลำตัว ฝ่าเท้าแข็งแรง มีสปริงและเกือบจะตั้งฉากกับพื้นดิน กลมและกระทัดรัด โค้งกำลังดี ไม่บิดเข้าหรือบิดออก อุ้งเท้าหนาและแข็ง เล็บเท้าสั้น แข็งแรง และมีสีดำ นิ้วติ่งควรจะตัดทิ้ง

          ที่สำคัญ สุนัข ร็อทไวเลอร์ จะต้องมีขนสีดำสนิทตลอดทั้งตัว โดยอาจจะมีมาร์คกิ้งสีสนิมหรือสีมะฮ็อกกานี มาร์คกิ้งที่ว่าอาจจะอยู่เหนือตาแต่ละข้างบริเวณแก้ม เป็นแถบอยู่ด้านข้างของปาก เป็นต้น

 วิธีเลี้ยงดู ร็อตไวเลอร์ ไม่ให้ทำร้ายเจ้าของ

          สุนัข ร็อทไวเลอร์ มีความตื่นตัวและเฉลียวฉลาดอย่างน่าทึ่ง สามารถจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่สอนได้แม่นยำ ทั้งยังสงบเยือกเย็น ทำให้เห็นถึงความกล้าหาญและเสียสละ อย่างไรก็ตาม คนเลี้ยง ร็อตไวเลอร์ จะต้องให้ความรัก ความใกล้ชิดพอสมควร เพราะถ้าไม่มีเวลาหรือไม่พาไปวิ่งออกกำลัง ลักษณะร่างกาย สุนัข ร็อทไวเลอร์ จะไม่สมบูรณ์ ยิ่งถูกขังในบ้านนาน ร็อตไวเลอร์ จะกลายเป็นสุนัขที่อันตราย หากใครเข้าบ้านจะตรงไปทำร้ายทันที 

          ด้วยเหตุนี้ คนเลี้ยงสุนัข ร็อตไวเลอร์ จึงต้องหาเวลาพา ร็อทไวเลอร์ใส่สายจูงออกไปเดินนอกบ้านบ้าง เพื่อเป็นการเรียนรู้การเข้าสังคมและให้เกิดความเคยชินกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้าน ที่สำคัญจงอย่าขัง สุนัข ร็อตไวเลอร์ไว้ในบ้านหรือกรงอย่างเดียว เพราะวันไหนถ้าหากหลุดออกไปนอกบ้าน สุนัขจะเกิดความระแวง หวาดกลัว และเข้าทำร้ายคนที่เดินผ่านไปมา ซึ่งอันตรายมาก

 วิธีป้องกันคมเขี้ยว ร็อตไวเลอร์

          เจ้าของฟาร์ม กล่าวว่า ถ้าเข้าไปอยู่ในอาณาเขตของพวกนี้เสี่ยงที่จะถูกกัด หากสุนัขตรงเข้ามาหาสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ยืนนิ่งๆ ห้ามกระดุกกระดิก เพราะธรรมชาติของสุนัขพันธุ์นี้ จะไม่ชอบคนหลุกหลิก หรือท่าทางแบบกล้าๆ กลัวๆ หรือพวกคนแปลกหน้าเนื่องจากสัญชาตญาณปกป้องหวงแหนถิ่นที่อยู่

          "ถ้าสุนัขวิ่งเข้ามาหาให้ยืนนิ่งๆ สุนัขจะหยุด หรือหากถูกกัดแล้วอย่าพยายามวิ่งหนี ปล่อยให้กัดเพียงครั้งเดียว แล้วมันจะค่อยๆ ปล่อยกรามออกมาเอง แต่หากเหยื่อดิ้นรนต่อสู้ สุนัขจะขย้ำและยิ่งบดเขี้ยวสะบัด เพื่อให้เหยื่อหยุดนิ่ง ที่สำคัญห้ามล้มลงโดยเด็ดขาด เพราะสุนัขจะเข้าฟัดจนเหยื่อแน่นิ่ง ทางที่ดีถ้าล้มลงก็ให้นอนนิ่งๆ พยายามอย่าร้องกลั้นความเจ็บปวดไว้ สุนัขจะค่อยๆ สงบลงเอง อย่างเหยื่อเด็กที่ถูกกัดคงดิ้นรน ทำให้โดนฟัดจนเสียชีวิต" สกล กล่าวให้คำแนะนำในการเอาตัวรอดจากคมเขี้ยว "ร็อตไวเลอร์"

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ยอร์คเชียร์เทอร์เรีย


ลักษณะทั่วไป
ยอร์คเชียร์เทอร์เรียเป็นสุนัขทอย พันธ์เล็กที่มีรูปร่างสมส่วน มีขนยาวปกคลุมตลอดลำตัว ขนยาว เรียบ ละเอียด เงา สลวยและเงางาม มีขนยาวที่หัว ซึ่งจะรวบหรือรัดด้วยโบว์ก็ได้ มีขนที่จมูกและปากยาว สีขนเป็นสีเงินออกน้ำเงินและสีทอง ลูกสุนัขเกิดใหม่จะมีสีน้ำตาลและสีดำ ลักษณะท่าทางจะบ่งบอกถึงความมั่นใจ กล้าหาญ กระตือรือล้น เชื่อฟังคำสั่งของเจ้าของ
ความเป็นมา
ยอร์กไชร์ เทอร์เรียร์ ได้รับ การพัฒนาราวๆ ช่วงกลางของศตวรรษที่19 โดยการผสมข้ามสายพันธุ์เทอร์เรียร์ ที่แตกต่างกันหลายๆ สายที่มีในช่วงนั้น โดยเกิดขึ้นที่ตอนกลางถึงตอนเหนือของประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะในเมือง ยอร์คไชร์ จนเป็นที่มาของชื่อ ยอร์กไชร์ เทอร์เรียร์ยอร์กไชร์เทอร์เรียร์ ในช่วงแรกหนักถึง 6กก. และถูกใช้เช่นเดียวกับสายพันธุ์เทอร์เรียร์ อื่นๆ เพื่อกำจัดหนู เวลาต่อมา ผู้เพาะพันธุ์ที่ผลิตสายพันธุ์ที่เล็กกว่าสวยกว่า เพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงในครอบครัวและเพื่อการประกวดมากกว่าเป็นสุนัขล่าหนู
ลักษณะนิสัย
เป็นสุนัขที่กล้าหาญไม่ค่อยจะเกรงกลัวอะไร และเป็นสุนัขเฝ้าบ้านที่ดี มีความสามารถที่จะได้ยินในระยะไกลๆได้ แต่ก็ไม่ใช่สุนัขที่เห่าพร่ำเพรื่อไม่มีสาเหตุ นอกจากนี้ยังเป็นสุนัขที่รักเจ้าของและมีความต้องการที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับเจ้าของ บางตัวชอบที่จะนอนบนเตียงเดียวกันกับเจ้าของ(ถ้าเจ้าของอนุญาต) เป็นสุนัขที่กระฉับกระเฉง โดยเฉพาะในช่วงเด็กๆ เค้าจะค่อนข้างคึกและซนมากๆ มักจะชอบวิ่งไล่จับหนู กบ แมลงหรือสัตว์ต่างๆที่ตัวเล็กพอๆกันหรือเล็กกว่า เป็นสุนัขที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงจนเหมือนกับว่าเป็นสุนัขที่ดื้อ ไม่เชื่อฟังคำสั่ง จะทำอะไรก็ต่อเมื่อตัวเองอยากทำเท่านั้น

ประวัติไซบีเรียนฮัสกี


สุนัขทุกสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาพันธุ์ขึ้นมีบรรพบุรุษเดียวกันนั่นคือสุนัขป่าโบราณ (วงศ์ Canidae)[1] ไซบีเรียนฮัสกี, ซามอย, และอลาสกันมาลามิวนั้นสืบสายพันธุ์โดยตรงจากสุนัขลากเลื่อน[2] จากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆนี้ช่วยยืนยันว่ามันเป็นหนึ่งในสุนัขที่มีการเพาะเลี้ยงมาแต่โบราณ[3] คำว่า "ฮัสกี (husky)" ได้มาจากชื่อที่ใช้เรียกชาวอินนูอิต (Inuit) ว่า "ฮัสกีส์ (huskies)" โดยคณะสำรวจคนขาว (Caucasian) คณะแรกๆที่มาถึงแผ่นดินของพวกเขา ส่วนคำว่า "ไซบีเรียน (Siberian)" ได้มาจากไซบีเรียนั่นเองเนื่องจากความคิดที่ว่าสุนัขลากเลื่อนนี้ถูกใช้ในการข้ามสะพานแผ่นดินของช่องแคบเบอร์ริ่งที่เป็นทางเข้าสู่หรือออกจากรัฐอะแลสกา[2], ซึ่งทฤษฎีนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่ผู้ที่ทำการศึกษาค้นคว้า[4] สุนัขที่สืบเชื้อสายมาจากสุนัขเอซคิโมสามารถพบได้ตลอดซีกโลกด้านเหนือจากไซบีเรียถึงประเทศแคนาดารัฐอะแลสกากรีนแลนด์, ลาบราดอร์ (Labrador), และเกาะบัฟฟินค์ (Baffin Island)[2]
ด้วยความช่วยเหลือของไซบีเรียนฮัสกี ประชาชนของชนเผ่าต่างๆไม่เพียงแค่รอดตายเท่านั้นในการออกสำรวจดินแดนที่ไม่มีรู้จัก พลเรือเองโรเบิร์ต เพียร์รี่ (Robert Peary) แห่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาก็ได้รับความช่วยเหลือจากสุนัขสายพันธุ์นี้ระหว่างคณะสำรวจของเขาออกสำรวจขั้วโลกเหนือ บทบาทของไซบีเรียนฮัสกีในกระทำหน้าที่นี้ไม่สามารถเป็นที่หยั่งรู้ได้[2]
สุนัขจากแม่น้ำอานาเดียร์ (Anadyr River) และพื้นที่รอบๆถูกนำเข้ามาในรัฐอะแลสกาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1908 (และเป็นเวลา 2 ทศวรรษ)ในช่วงตื่นทองเพื่อใช้เป็นสุนัขลากเลื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในAll-Alaska Sweepstakes (AAS) หรือการแข่งสุนัขลากเลื่อนทางไกลซึ่งเป็นระยะทาง 408 ไมล์ (657 กม.) จากเมืองนอมน์ (Nome) ถึงเมืองแคนเดิล (Candle) ไปและกลับ "เล็กกว่า, เร็วกว่า และอดทนมากกว่า ในการบรรทุกน้ำหนักราว 100 - 120 ปอนด์ (45 - 54 กิโลกรัม)" มันเป็นส่วนสำคัญใกล้ชิดของผู้เข้าแข่งขันยาวนอมน์ที่มีชื่อเสียง ลีออนฮาร์ด เซพพารา (Leonhard Seppala) ที่เคยเป็นผู้เพาะเลี้ยงไซบีเรียนฮัสกีมาก่อนที่จะเข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1909 ถึงช่วง ค.ศ. 1920[2]
ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1925 กันเนอร์ คาเซ็น (Gunnar Kaasen) เป็นผู้นำเซรุ่มไปถึงเมืองนอมน์เป็นคนแรกในปี ค.ศ. 1925 เพื่อรักษาโรคคอตีบ กันเนอร์ได้ออกจากเมืองนีนนานา (Nenana) ไปสู่เมื่องนอมน์เป็นระยะทางมากกว่า 600 ไมล์ ด้วยความพยายามของผู้เดินทางและความช่วยเหลือของสุนัขลากเลื่อน การแข่งขัน Iditarod Trail Sled Dog Race (การแข่งสุนัขลากเลื่อนสู่เมื่องอิดิตทารอต) ที่จัดขึ้นก็เพื่อเป็นอนุสรณ์ของการขนส่งเซรุ่มนี้เอง และเหตุการณ์นี้ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันในปี ค.ศ. 1995 ที่ชื่อ"บอลโต (Balto)" ตามชื่อของสุนัขนำทีมของกันเนอร์ และเพื่อเป็นเกียรติแก่สุนัขนำทีมบอลโต มีการสร้างรูปหล่อเหมือนที่ทำจากทองแดง ตั้งอยู่ในเซ็นทรอล ปาร์คในรัฐนิวยอร์ก

โกลเดินริทรีเวอร์


สุนัขขนาดใหญ่ รักเด็ก ส่วนสูง น้ำหนัก วงจรชีวิต การจัดกลุ่มพันธุ์ 21.5 - 24 นิ้ว 55 - 75 ปอนด์ 12 - 14 ปี สุนัขที่ใช้ในกีฬาล่าสัตว์ โกลเดินริทรีเวอร์ เป็นสุนัขขนาดใหญ่ที่มีความคล่องตัวสูง ขนชั้นในแน่น และกันน้ำได้ดีเช่นเดียวกัน มีขนปุกปุยหนาแน่นบริเวณคอ ด้านหลังขาหลัง และหาง และมีขนปุกปุยปานกลางบริเวณด้านหลังขาหน้าและท้อง สีของขนมีหลายเฉดสีต่างกันไป ตั้งแต่สีทองเข้มจนถึงทองเงา
โกลเดินริทรีเวอร์ เป็นสุนัขที่มีความเฉลียวฉลาดมากมากจนสามารถนำมาฝึกเพื่อใช้งานได้ เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีขนาดปานกลาง จัดว่าเป็นสุนัขที่มีประสาทสัมผัสที่ดีทั้งในด้านของการฟังเสียง การดมกลิ่นสะกดรอย นอกจากนี้ยังมีสายตาอันเฉียบคมและแม่นยำ ด้วยเหตุนี้วงการทหารและตำรวจในหลายๆ ประเทศจึงได้นำสุนัขพันธุ์นี้มาฝึกเพื่อไว้ช่วยงานราชการ อาทิเช่น ตรวจค้นยาเสพติด, ดมกลิ่นสะกดรอยคนร้าย, ยามรักษาความปลอดภัย แต่ที่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมสูงสุด ก็เห็นจะได้แก่ฝึกให้เป็นสุนัขนำทางคนตาบอด ทั้งนี้เพราะโกลเดินริทรีเวอร์เป็นสุนัขซึ่งฉลาด แต่ไม่ค่อยเจ้าเล่ห์หรือซุกซนเหมือนสุนัขบางพันธุ์ ขนชั้นนอกแน่น เงา หยิกเป็นลอนเล็กน้อย และราบเรียบไปตามลำตัว กันน้ำได้ดี

นิสัยของสุนัขพันธุ์ปั๊ก

ปั๊ก เป็นที่นิยมเลี้ยงกันมาก ปั๊กเป็นสุนัขที่มีนิสัยน่ารัก น่าเลี้ยงอีกต่างหาก ถึงหน้าตาเขาจะดูเหมือนคิดมากไปหน่อยถ้าได้ลองเลี้ยงแล้วจะหลงใหลโดยไม่รู้ตัว เพราะความอ่อนโยนของมัน ข้อควรระวังในการเลี้ยงคือสภาพอากาศที่ร้อนปั๊กจะทนไม่ค่อยจะได้ ถ้าทนไม่ไหวอาจเป็นลมแดดได้ และถ้าอากาศเย็นควรให้อยู่ในที่อุ่นๆ หรือหาเสื้อมาสวมให้เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหวัด