วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เชาเชา

    ประวัติความเป็นมา สุนัขพันธุ์เชาเชา

          เชาเชา (Chow Chow) เป็นสุนัขที่มีรกรากจากประเทศจีน แต่ยังไม่มีใครทราบถึงความเป็นมาที่แท้จริง เนื่องจากหลักฐานอ้างอิงบางอย่างถูกทำลายลง อย่างไรก็ดี ในสมัยราชวงศ์ฮั่น หรือเมื่อประมาณ 150 ปีก่อนคริสตศักราช มีสถานที่ที่หนึ่งซึ่งเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่ามีการใช้ เชาเชา สำหรับการล่าสัตว์ในยุคนั้น จึงเป็นที่เชื่อกันว่า สุนัขพันธุ์เชาเชา เป็นสุนัขสายพันธุ์เก่าแก่ที่ถือกำเนิดมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี ในขณะที่มีผู้ทำการศึกษาและเชื่อกันว่า จุดกำเนิดของสุนัขพันธุ์ เชาเชา นับย้อนหลังไปได้นานกว่านั้นมาก 

          ทั้งนี้ มีหลักฐานที่เชื่อได้ระบุว่า เชาเชา มีแหล่งกำเนิดอยู่ทางตอนเหนือสุดของจีน แต่กลับเป็นเรื่องประหลาดที่พบว่า เชาเชา เป็นที่นิยมมากทางตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะในเมืองกวางตุ้งและเมืองใกล้เคียง โดยในเมืองเหล่านั้นถือกันว่าเป็น เชาเชา พันธุ์แท้ และมักจะถูกเรียกว่า สุนัขลิ้นดำ หรือสุนัขปากดำ ส่วนทางตอนเหนือของเมืองไผ่ปิง เชาเชา ถูกขนานนามว่า สุนัขหมาป่า สุนัขหมี สุนัขลิ้นดำ หรือสุนัขกวางตุ้ง

          สำหรับต้นกำเนิดของสุนัขพันธุ์เชาเชา บางทฤษฎีสันนิษฐานว่า เชาเชา เกิดมาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง สุนัขพันธุ์มาสตีฟแห่งธิเบต และพันธุ์ซามอย จากตอนเหนือของไซบีเรีย เนื่องจาก เชาเชา มีลักษณะของสุนัขสองพันธุ์นี้ผสมผสานอยู่ในรูปร่าง ทว่าก็มีข้อโต้แย้งโดยอาศัยความจริงที่ว่า สุนัขพันธุ์เชาเชา เป็นสุนัขเพียงพันธุ์เดียวในโลกที่มีลิ้นเป็นสีดำปนน้ำเงิน ซึ่งความจริงข้อนี้เองที่ทำให้ยืนยันได้ว่า เชาเชา เป็นสุนัขพันธุ์แท้ดั้งเดิม และขณะเดียวกัน อาจจะเป็นบรรพบุรุษของสุนัขพันธุ์ซามอย, นอร์วิเกียน, เอิล์ตฮาวด์, ดีซอน และปอมเมอเรเนียน ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันด้วย

          ในปี ค.ศ.1880 สุนัข เชาเชา เริ่มมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมในประเทศอังกฤษ เนื่องจากสุนัขพันธุ์นี้ได้รับความสนพระทัยจากพระนางเจ้าวิคตอเรีย ต่อมาในปี ค.ศ.1985 ได้มีการก่อตั้ง สมาคมสุนัขพันธุ์เชาเชา ขึ้นเป็นครั้งแรกในอังกฤษ  ส่วนในสหรัฐอเมริกามีการโชว์สุนัขพันธุ์ เชาเชา ครั้งแรกในปี ค.ศ.1980 โดยในครั้งนั้น เชาเชา ที่ชื่อว่า ทัคยา (Takya) มีนางสาว เอ.ซี.เดอร์บี้ เป็นเจ้าของ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง เมื่อสามารถพิชิตรางวัลในประเภททั่วไป และนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1901 เชาเชา เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายขึ้นจวบจนปัจจุบัน 


สุนัขพันธุ์เชาเชา chow chow

ลักษณะทั่วไป 

          เชาเชา เป็นสุนัขขนาดปานกลาง ลำตัวสั้นกระทัดรัด มีความแคล่วคล่องว่องไวและตื่นตัวอยู่เสมอ มีมัดกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและมีโครงสร้างที่สมดุลมาก ส่วนสูงเฉลี่ย 46 เซนติเมตร หนัก 20-25 กิโลกรัม หัวใหญ่แบนและกว้างปากยาวปานกลาง จมูกสีดำหรือน้ำตาล ค่อนข้างเล็ก หูเล็กป้อม หางเป็นพวงใหญ่ม้วนตวัดเหนือหลัง ตาเล็กและดำ ริมฝีปากเหลืองและเพดานมีสีดำ ลิ้นเป็นสีดำอมม่วง เชา เชา เมื่อโตแล้วจะมีใบหน้าย่นบึ้ง มีท่าทางการเดินที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวโดยแท้จริง มีความสง่างาม เพราะว่าข้อเท้าขาหลังตั้งตรง

          ส่วนขนของ เชาเชา จะดกหนา เส้นขนเหยียดตรง ขนชั้นนอกค่อนข้างหยาบ ขนชั้นในนุ่ม มีสีสดใสและเป็นสีเดียวกันตลอด อาจมีเฉดสีแตกต่างออกไปเล็กน้อยตรงแผงคอที่หางและก้น สีที่พบได้คือ ดำ แดง น้ำตาล และขาว ที่สำคัญคือ เชา เชา ต้องมีสีเดียวตลอดทั้งตัว

ลักษณะที่บกพร่อง 

          1. จมูกมีจุดสีหรือมีสีอื่นที่เห็นได้ชัด นอกจากสีดำ ยกเว้น เชา เชา ที่มีสีฟ้าซึ่งจมูกอาจมีสีฟ้าหรือสีฟ้าปนเทา
          2. ลิ้นมีสีแดงหรือชมพู หรือมีจุดสีแดงหรือสึชมพูเห็นได้ชัด
          3. หูตกข้างใดข้างหนึ่งหรือสองข้าง

ลักษณะนิสัยของ เชาเชา

          ด้วยความที่ในอดีต เชาเชา เป็นสุนัขที่ใช้ในการช่วยล่าสัตว์ เป็นสุนัขที่มีความเป็นนักสู้ในหัวใจ ดังนั้น เชาเชา จึงไม่ใช่สุนัขที่ขี้เล่นประจบเหมือนกับสุนัขหลาย ๆ พันธุ์ มีนิสัยเฉพาะตัวที่สุขุม มั่นคง และเชื่อมั่นตัวเอง เชาเชา จึงเป็นสุนัขที่ไม่ต้องการให้เจ้าของเอาอกใจมากนัก พวกเขาจัดเป็นสุนัขที่เงียบ เห่านับครั้งได้ และส่วนใหญ่เห่าเพื่อเตือนให้ระวังภัย มีนิสัย ซื่อสัตย์ เก็บตัวและขรึม

          ส่วนหน้าตาที่อาจจะดูดุ ๆ บึ้ง ๆ แต่ความจริงแล้ว เชาเชา เป็นสุนัขที่มีอารมณ์ดี รักอิสระ และจงรักภักดี พวกเขาจะไม่ชอบกระดิกหางให้กับคนทั่วไป หากแต่จะเลือกแสดงความรักและความขี้เล่นของเขาต่อคนในครอบครัวเท่านั้น นอกจากนี้ ความภักดีของสุนัขพันธุ์นี้ คือสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นคุณสมบัติอันมีค่า

          เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คงต้องบอกว่า เจ้าหมาหมี สิงโตน้อยอย่าง เชาเชา ก็เป็นสุนัขอีกสายพันธุ์ที่น่ารักน่าเลี้ยงไม่เบาเลย

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เซนต์เบอร์นาร์ด

มื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 3 กันยายน 2552 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากประชาชนว่า ที่โรงพยาบาลปราณบุรี มีผู้ปกครองได้พาเด็กอายุประมาณ 5 - 6 ขวบ มีเลือดออกที่บริเวณใบหน้า ศีรษะ และตามร่างกาย มาให้แพทย์ และพยาบาล ช่วยรักษาอาการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากถูกสุนัขขนาดใหญ่ พันธ์ต่างประเทศกัด โดยทราบจากนางประภา ครูใหญ่น้อย ซึ่งเป็นมารดาผู้นำตัวเด็กมารักษา ชื่อ ด.ช. เอ นามสมมุมติ อายุ 5 ปี เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ รัชตะวิทยา เนื่องจาก ด.ช.เอ ได้ถูกสุนัข ของเพื่อนบ้านพันธุ์ เซนต์เบอร์นาร์ด เข้าทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยถูกเขี้ยวสุนัขกัดเข้าที่ใบหน้า แพทย์ต้องเย็บถึง 32 เข็ม ที่แขนทั้ง 2 ข้างรวมถึงสะโพก มีร่องรอยเขี้ยว สุนัขกัดเต็มไปหมด แพทย์ต้องฉีดยาระงับปวดให้ และให้นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล
          นางประภา มารดาของเด็กชาย เอ เล่าให้ฟังว่า เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ตนเห็นลูกชายเดินร้องไห้เข้าบ้านมา และมีเลือดเต็มตัวไปหมด ตนตกใจมาก จึงได้ถามว่าโดนอะไรมา เด็กชายบอกว่าถูกหมากัดมา ตนจึงรีบนำลูกชายส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยมี นางพะเยาว์ แก้วน้ำสุก อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 96 ม.3 ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ ซึ่งเป็นเจ้าของสุนัขพันธ์ เซนต์เบอร์นาร์ด ได้มาที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการเด็กชายเอด้วย

          จากการสอบถาม นางพะเยาว์ เล่าให้ฟังว่า บ้านตนกับบ้านพ่อแม่เด็กชายเอ เป็นเพื่อนบ้านสนิทกัน ต่างไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ยิ่งเด็กชายเอ กับลูกชายของตน จะชอบไปเที่ยวเล่นกันที่บ้านทั้งคู่เป็นประจำ วันนี้เป็นวันไหว้เจ้า ทั้ง 2 บ้าน จึงได้ให้ลูกชายหยุดเรียน ระหว่างนั้น เด็กชายเอได้เข้าไปเล่นที่บ้านตน และที่บ้านได้เลี้ยงสุนัขพันธ์ เซนต์เบอร์นาร์ด ไว้หนึ่งตัว อายุประมาณ 3 ปี ไว้คอยสำหรับเฝ้าบ้านเพราะในเวลากลางวัน จะมีแม่อยู่คนเดียวแก่และก็อายุมากแล้ว และที่สำคัญที่บ้านมีขโมยเข้าบ้านมาแล้ว 3 ครั้ง ดังนั้น จึงรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงซื้อสุนัขมาเพื่อไว้คอยเฝ้าบ้าน

          นางพะเยาว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นิสัยเจ้าสุนัขตัวดังกล่าว จะไม่ชอบเสียงเด็ก เวลาได้ยินก็จะมีพฤติกรรมชอบเห่า และกระโดดเข้าใส่ แต่ก็แปลกใจว่า ทำไมวันนี้โซ่ที่ล่ามเจ้า เซนต์เบอร์นาร์ด จึงหลุดมาทำร้ายเด็กได้ เรื่องสุนัขของตนทำร้ายเด็กครั้งนี้ ตนยอมรับผิดชอบทุกอย่าง  ส่วนแม่ของเด็กก็ไม่เอาเรื่อง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ถือว่าเป็นอุบัติเหตุ และเป็นความโชคไม่ดีของเด็ก

บางแก้ว


ประวัติความเป็นมาของสุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว จากข้อมูลที่ได้สอบถามจากประชาชนตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านบางแก้ว ตำบลท่านางงาม และบ้านชุมแสงสงคราม ตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก พอจะสรุปได้ว่า แหล่งกำเนิดของสุนัขไทยพันธุ์บางแก้วนั้นอยู่ที่วัดบางแก้ว ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม สภาพภูมิประเทศทั่ว ๆ ไปนั้นยังคงเป็นป่าพง ป่าระกำป่าไผ่ และต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นเหมาะสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ ชุกชุม เช่นช้างป่าเป็นโขลง ๆ หมูป่า ไก่ป่าสุนัขจิ้งจอก และหมาใน
หลวงพ่อมาก เมธาวี เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ของวัดบางแก้ว ที่วัดของท่านเลี้ยงสุนัขไว้ไม่ต่ำกว่า 20-30 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสุนัขที่ดุขึ้นชื่อลือชา และชาวบ้านทราบกันดีว่า ใครที่เข้ามาในวัดแต่ละครั้งจะต้องตะโกนให้เสียงแต่ไกล ๆ เพื่อให้พระอาจารย์มาก เมธาวี ท่านช่วยดูหมาเอาไว้ก่อน มิฉะนั้นจะถูกมันไล่กัด ด้วยกิตติศัพท์ในความดุของสุนัขที่วัดบางแก้วนี้เอง จึงมีผู้คนนิยมมาขอลูกสุนัขไปเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน เฝ้าเรือน เฝ้าเรือ เฝ้าแพ เฝ้าวัว เฝ้าควาย พื้นที่ที่สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วได้ขยายพันธุ์ไปมากที่สุดก็คือ ตำบลท่านางงามและตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก แต่ในปัจจุบันได้ขยายวงกว้างออกไปหลายจังหวัด
เหตุผลที่สันนิษฐานว่า สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วเป็นสุนัขลูกผสมสามสายเลือด เพราะพื้นที่ในเขตตำบลท่านางงาม ตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ ในอดีตนั้นเป็นป่าดงพงพีที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด รวมทั้งสุนัขจิ้งจอกและหมาในอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โอกาสที่สุนัขจิ้งจอกและหมาในตัวผู้จะมาแอบลักลอบเข้ามาผสมพันธุ์กับสุนัขไทยตัวเมียที่เลี้ยงไว้ในวัดบางแก้วนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว เพราะสุนัขป่าทั้งหลายนี้เป็นสุนัขที่กล้าหาญชาญชัย ว่องไว ใจปราดเปรียว แข็งแรง ซึ่งเรื่องนี้ อาจารย์ท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์[ต้องการอ้างอิง] ได้ตรวจโครโมโซมของสุนัขไทยพันธุ์บางแก้วแล้วพบว่ามีโครโมโซมของสุนัขจิ้งจอกปะปนในโครโมโซมของสุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว ซึ่งเป็นการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่าสุนัขไทยพันธุ์บางแก้วสืบเชื้อสายจากสุนัขลูกผสมระหว่างสุนัขบ้านกับสุนัขจิ้งจอก สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วจึงมีลักษณะดีเด่นปรากฏโฉมออกมาคือ มีขนยาว ขนมีลักษณะเป็นขนสองชั้นคล้าย หางเป็นพวงสวยงาม มีขนแผงคอคล้ายแผงคอสิงโต ดุ เฉลียวฉลาด มีไอคิวสูง ไม่แพ้สุนัขพันธุ์ต่างประเทศ มีความสวยงาม
ไฟล์:Bangkaew.jpg