วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

เวสต์ไฮต์แลนด์ไวต์เทร์เรียร์


เวสต์ไฮต์แลนด์ไวต์เทร์เรียร์ (อังกฤษ: West Hightland White Terrier) หรือที่นิยมเรียกเล่น ๆ ว่า เวสตี้ (Westie, Westy) เป็นสายพันธุ์สุนัขพันธุ์เล็กสายพันธุ์หนึ่ง มีจุดกำเนิดจากแคว้นสก็อตแลนด์ เดิมเคยเป็นสายพันธุ์ร่วมกับ สก็อตติช เทร์เรียร์ และ เครน เทร์เรียร์ ในยุคศตวรรษที่ 19 จนกระทั่งถึงต้นศตวรรษที่ 20 เชื่อว่า เวสต์ไฮต์แลนด์ไวต์เทร์เรียร์ เป็นสุนัขที่มาสืบเชื้อสายมาจากในพระราชวังของพระเจ้าเจมส์ที่ 1
เวสต์ไฮต์แลนด์ไวต์เทร์เรียร์ เป็นที่รู้จักครั้งแรกจากงานประกวดสุนัข ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1907 ในปีถัดมาได้ลงทะเบียนกับสมาคมสุนัขอเมริกัน ในชื่อ โรสเนท เทร์เรียร์ หลังจากนั้นได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น เวลสต์ ไฮต์แลนด์ ไวต์ เทร์เรียร์ อย่างเป็นทางการในปัจุบัน เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1909 เนื่องจากมีการผสมพันธุ์ให้กลายมาเป็น สีขาวล้วน
เวสต์ไฮต์แลนด์ไวต์เทร์เรียร์ เป็นสุนัขขนาดเล็ก ตาเป็นวงกลมสีดำ ขนยาวสีขาวมี 2 ชั้น ชั้นนอกมีลักษณะเหยียดยาว หยาบ ขนชั้นในจะสั้นและนุ่ม หูมีขนาดเล็กมีทั้งตั้งตรงและตกลง ตัวผู้มีความสูงประมาณ 25 – 30 เซนติเมตร ตัวเมีย 23 – 28 เซนติเมตร น้ำหนัก ตัวผู้ 7 – 10 กิโลกรัม, ตัวเมีย 6 – 7 กิโลกรัม มีจุดเด่นคือสีขนจะมีความขาวสว่างทำให้ดูมีสง่าราศี มีอายุเต็มที่ประมาณ 15 ปี
เนื่องจากเคยเป็นสุนัขล่าสัตว์มาก่อนจึงมีนิสัยที่กล้าหาญ จนถูกขนานนามว่า "สุนัขใหญ่ในร่างเล็ก" เวสต์ไฮต์แลนด์ไวต์เทร์เรียร์ จึงเป็นสุนัขที่มีนิสัยระแวดระวังอยู่เสมอ และเห่าเก่งถึงแม้ตัวจะมีขนาดเล็ก รวมทั้งมีนิสัยที่หวงสิ่งของของมันเองมาก รวมถึงเจ้าของและอาหารด้วย โดยปกติแล้วจะเป็นสุนัขที่เข้ากับเด็กและสัตว์อื่น ๆ ได้ง่าย ชอบวิ่งเล่นเป็นประจำ จึงไม่ควรให้อยู่ในห้องแคบ ๆ สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้เร็ว แต่เนื่องจากตัวเล็กจึงมักจะเหนื่อยง่าย
มักจะเป็นสุนัขที่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังแห้ง จึงทำให้ไม่ควรอาบน้ำให้บ่อยเกินไปนัก โดยปกติควรจะอยู่ที่ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง แต่เนื่องจากมีขนยาว จึงควรที่จะแปรงขนให้บ่อย ๆ และทำความสะอาดหูด้วยสำลีจะช่วยป้องกันการสะสมของไขมันและสิ่งสกปรกได้
Simon ciel 2.jpg

บูลเทร์เรียร์ (Bullterrier)


ษณะทั่วไป สุนัขพันธุ์ BULL TERRIER เกิดจากการผสมข้าม พันธุ์ระหว่างสุนัขพันธุ์ BULLDOG, WHITE ENGLISH TERRIER และ SPANISH POINTER สุนัขพันธุ์ BULL TERRIER เป็นสุนัขที่ แข็งแรง ในสมัยก่อนนิยมใช้ในกีฬากัดสุนัข สุนัขพันธุ์นี้เป็นสุนัขที่มี หน้าตาแปลกพันธุ์หนึ่ง
อุปนิสัย ร่าเริง ตื่นตัวเสมอ ฉลาด สามารถนำมาฝึกได้
ส่วนหัว มีลักษณะยาว และลึก หัวมีลักษณะคล้ายรูปไข่ เส้นที่ลาก จากหัวกะโหลกจรดปลายจมูก เป็นเส้นโค้ง หัวกะโหลกระหว่างหูมี ลักษณะแบน ความยาวของปากจะยาวกว่าความยาวของหัวกะโหลก เล็กน้อย ริมฝีปากตึง
หู มีขนาดเล็ก บาง หูทั้งสองอยู่ชิดกัน หูตั้ง
ตา ค่อนข้างลึก สียิ่งเข้มยิ่งดี มีขนาดเล็ก ตามีลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม
จมูก สีดำ ปลายจมูกโค้งเล็กน้อย
ฟัน แข็งแรง ฟันขบแบบกรรไกร
ลำตัว มีลักษณะกลม ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ
คอ มีขนาดค่อนข้างยาว ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ หนังคอตึงไม่ย่น
อก มีขนาดค่อนข้างกว้างใหญ่และลึก
ขาหน้า มีกระดูกค่อนข้างใหญ่และยาวข้อเท้าหน้าแข็งแรงขาหน้าตั้งฉากกับพื้น มองจากด้านหน้า ขาหน้าตรง ห่างกันพอเหมาะ การยึดมั่นคง เท้าคล้ายเท้าแมวนิ้วเท้าชิด
ขาหลัง ขาหลังท่อนบนแข็งแรง ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ ข้อเท้าหลังสั้นตั้งฉากกับพื้น มองจากด้าน หลัง ขาหลังตรง ห่างกันพอเหมาะ เท้าคล้ายแมวนิ้วเท้าชิด
หาง ค่อนข้างสั้น โคนหางอยู่ในระดับต่ำ หางควรชี้ขนานกับพื้น
ขน-สี ขนสั้นแข็ง ผิวหนังตึง สีขาวทั้งตัว หรือ ลายเสือ
การเดิน-วิ่ง ดูมั่นคง มองจากด้านหน้า-หลัง ขาไม่ปัดหรือบิด
ข้อบกพร่อง ตาสีฟ้า ตัวสีขาวแล้วมีจุดหรือปนสีอื่นๆ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับสุนัขพันธุ์นี้ คือเป็นสุนัขที่มีนิสัยร่าเริง ขี้เล่น ชอบออกกำลังกาย เป็นสุนัขที่น่าเลี้ยงอีกพันธุ์นีง ฉลาดและฝึกง่ายเข้ากับคนได้ดี

บาเซ็นจิ


บาเซ็นจิ (Basenji) สายพันธุ์ สุนัขล่าเหยื่อ (Hound) ชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมที่ทวีปแอฟริกา บริเวณประเทศคองโก โดยคำว่า "บาเซ็นจิสิ่งที่อยู่ในพุ่มไม้"
บาเซ็นจิเป็นสุนัขที่ผู้คนในแถบทวีปแอฟริกานิยมเลี้ยงมานานแล้ว เพราะหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า รูปสลักในปิรามิดมีรูปของสุนัขที่ลักษณะคล้ายบาเซ็นจิอยู่ และแม้เทพองค์หนึ่งที่เป็นที่นับถือของชาวอียิปต์โบราณ คือ อนูบีส (Anubis) ก็มีหัวเป็นสุนัขคล้ายบาเซ็นจิ
ชาวพื้นเมืองในแอฟริกานิยมใช้บาเซ็นจิในการล่าสัตว์ ซึ่งบาเซ็นจิสามารถใช้ล่าเป็นอย่างดีทั้งสัตว์ขนาดเล็ก อย่าง นก หนู กระต่าย หรือแม้แต่กระทั่งสัตว์ขนาดใหญ่ อย่าง กอริลลา
ลักษณะของบาเซ็นจิ เป็นสุนัขขนสั้น รูปร่างปราดเปรียว สง่างาม หลังตรง รูปร่างถือว่าไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับสุนัขล่าเนื้อชนิดอื่น ๆ หางม้วนเป็นวงกลม หน้าแหลม หูแหลมชี้ตั้ง มีความสูงประมาณ 40 - 43 เซนติเมตร น้ำหนัก 9.5 - 11 กิโลกรัม และมีลักษณะพิเศษคือ ไม่มีกลิ่นตัว และไม่เห่า จัดว่าเป็นสุนัขชนิดเดียวในโลกที่ไม่เห่า เมื่อเวลาจะส่งเสียงขู่จะเพียงแค่คำรามสั้น ๆ ในลำคอ สีลำตัวโดยมากจะเป็นสีน้ำตาล - ขาว หรือ สีน้ำตาลแดง - ขาว อายุโดยเฉลี่ย 16 ปี
อุปนิสัยของบาเซ็นจิ เป็นสุนัขฉลาด แม้จะไม่เห่า แต่ก็สามารถใช้เฝ้าบ้านได้เป็นอย่างดี มีสัญชาติญาณความเป็นนักล่าสูงอันเป็นลักษณะนิสัยประจำสายพันธุ์ และรักอิสระ ไม่ชอบให้ใครมาบังคับขู่เข็ญ
ในประเทศไทย บาเซ็นจิ ยังเป็นสุนัขที่ได้รับความนิยมน้อย เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีราคาแพง โดยมากมักจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ อีกทั้งยังมีรูปร่าง ลักษณะ คล้ายคลึงกับสุนัขทั่ว ๆ ไป ของไทย จึงทำให้ไม่ได้รับความนิยมนัก สำหรับสุนัขบาเซ็นจิที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย ได้แก่ คุณทองแท้ สุนัขทรงเลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คู่ของคุณทองแดง ซึ่งคุณทองแดงนี้ก็สันนิษฐานว่ามีเชื้อสายของบาเซ็นจิผสมอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน
Basenji.jpg

บ็อกเซอร์


สุนัข บ็อกเซอร์  มีแหล่งกำเนิดในประเทศ เยอรมัน เป็นสุนัขในสายพันธ์ของ บูลด็อก ซึ่งจัดเป็นสายพันธ์ที่ใช้ล่าหมี และวัว เหมาะสำหรับใช้เป็นสุนัขคุ้มกันและเฝ้าบ้าน มีความอดทนสูง มีความซื่อสัตว์ต่อเจ้าของและสมาชิกในครอบครัว

[แก้]ขนาดและรูปร่าง

บ็อกเซอร์ มีส่วนสูง เพศผู้ ประมาณ 57-63 เซนติเมตร เพศเมีย ประมาณ 53-60 เซนติเมตร น้ำหนัก เพศผู้ 66-70 ปอนด์ เพศเมีย 55-60 ปอนด์ มีขนสั้นเรียบ มีสี ดำ แดง แทน ใบหน้าแต้มดำ มีอายุเฉลี่ย 10-12 ปี

Rj boxer.jpg

วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เชาเชา

    ประวัติความเป็นมา สุนัขพันธุ์เชาเชา

          เชาเชา (Chow Chow) เป็นสุนัขที่มีรกรากจากประเทศจีน แต่ยังไม่มีใครทราบถึงความเป็นมาที่แท้จริง เนื่องจากหลักฐานอ้างอิงบางอย่างถูกทำลายลง อย่างไรก็ดี ในสมัยราชวงศ์ฮั่น หรือเมื่อประมาณ 150 ปีก่อนคริสตศักราช มีสถานที่ที่หนึ่งซึ่งเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่ามีการใช้ เชาเชา สำหรับการล่าสัตว์ในยุคนั้น จึงเป็นที่เชื่อกันว่า สุนัขพันธุ์เชาเชา เป็นสุนัขสายพันธุ์เก่าแก่ที่ถือกำเนิดมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี ในขณะที่มีผู้ทำการศึกษาและเชื่อกันว่า จุดกำเนิดของสุนัขพันธุ์ เชาเชา นับย้อนหลังไปได้นานกว่านั้นมาก 

          ทั้งนี้ มีหลักฐานที่เชื่อได้ระบุว่า เชาเชา มีแหล่งกำเนิดอยู่ทางตอนเหนือสุดของจีน แต่กลับเป็นเรื่องประหลาดที่พบว่า เชาเชา เป็นที่นิยมมากทางตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะในเมืองกวางตุ้งและเมืองใกล้เคียง โดยในเมืองเหล่านั้นถือกันว่าเป็น เชาเชา พันธุ์แท้ และมักจะถูกเรียกว่า สุนัขลิ้นดำ หรือสุนัขปากดำ ส่วนทางตอนเหนือของเมืองไผ่ปิง เชาเชา ถูกขนานนามว่า สุนัขหมาป่า สุนัขหมี สุนัขลิ้นดำ หรือสุนัขกวางตุ้ง

          สำหรับต้นกำเนิดของสุนัขพันธุ์เชาเชา บางทฤษฎีสันนิษฐานว่า เชาเชา เกิดมาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง สุนัขพันธุ์มาสตีฟแห่งธิเบต และพันธุ์ซามอย จากตอนเหนือของไซบีเรีย เนื่องจาก เชาเชา มีลักษณะของสุนัขสองพันธุ์นี้ผสมผสานอยู่ในรูปร่าง ทว่าก็มีข้อโต้แย้งโดยอาศัยความจริงที่ว่า สุนัขพันธุ์เชาเชา เป็นสุนัขเพียงพันธุ์เดียวในโลกที่มีลิ้นเป็นสีดำปนน้ำเงิน ซึ่งความจริงข้อนี้เองที่ทำให้ยืนยันได้ว่า เชาเชา เป็นสุนัขพันธุ์แท้ดั้งเดิม และขณะเดียวกัน อาจจะเป็นบรรพบุรุษของสุนัขพันธุ์ซามอย, นอร์วิเกียน, เอิล์ตฮาวด์, ดีซอน และปอมเมอเรเนียน ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันด้วย

          ในปี ค.ศ.1880 สุนัข เชาเชา เริ่มมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมในประเทศอังกฤษ เนื่องจากสุนัขพันธุ์นี้ได้รับความสนพระทัยจากพระนางเจ้าวิคตอเรีย ต่อมาในปี ค.ศ.1985 ได้มีการก่อตั้ง สมาคมสุนัขพันธุ์เชาเชา ขึ้นเป็นครั้งแรกในอังกฤษ  ส่วนในสหรัฐอเมริกามีการโชว์สุนัขพันธุ์ เชาเชา ครั้งแรกในปี ค.ศ.1980 โดยในครั้งนั้น เชาเชา ที่ชื่อว่า ทัคยา (Takya) มีนางสาว เอ.ซี.เดอร์บี้ เป็นเจ้าของ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง เมื่อสามารถพิชิตรางวัลในประเภททั่วไป และนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1901 เชาเชา เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายขึ้นจวบจนปัจจุบัน 


สุนัขพันธุ์เชาเชา chow chow

ลักษณะทั่วไป 

          เชาเชา เป็นสุนัขขนาดปานกลาง ลำตัวสั้นกระทัดรัด มีความแคล่วคล่องว่องไวและตื่นตัวอยู่เสมอ มีมัดกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและมีโครงสร้างที่สมดุลมาก ส่วนสูงเฉลี่ย 46 เซนติเมตร หนัก 20-25 กิโลกรัม หัวใหญ่แบนและกว้างปากยาวปานกลาง จมูกสีดำหรือน้ำตาล ค่อนข้างเล็ก หูเล็กป้อม หางเป็นพวงใหญ่ม้วนตวัดเหนือหลัง ตาเล็กและดำ ริมฝีปากเหลืองและเพดานมีสีดำ ลิ้นเป็นสีดำอมม่วง เชา เชา เมื่อโตแล้วจะมีใบหน้าย่นบึ้ง มีท่าทางการเดินที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวโดยแท้จริง มีความสง่างาม เพราะว่าข้อเท้าขาหลังตั้งตรง

          ส่วนขนของ เชาเชา จะดกหนา เส้นขนเหยียดตรง ขนชั้นนอกค่อนข้างหยาบ ขนชั้นในนุ่ม มีสีสดใสและเป็นสีเดียวกันตลอด อาจมีเฉดสีแตกต่างออกไปเล็กน้อยตรงแผงคอที่หางและก้น สีที่พบได้คือ ดำ แดง น้ำตาล และขาว ที่สำคัญคือ เชา เชา ต้องมีสีเดียวตลอดทั้งตัว

ลักษณะที่บกพร่อง 

          1. จมูกมีจุดสีหรือมีสีอื่นที่เห็นได้ชัด นอกจากสีดำ ยกเว้น เชา เชา ที่มีสีฟ้าซึ่งจมูกอาจมีสีฟ้าหรือสีฟ้าปนเทา
          2. ลิ้นมีสีแดงหรือชมพู หรือมีจุดสีแดงหรือสึชมพูเห็นได้ชัด
          3. หูตกข้างใดข้างหนึ่งหรือสองข้าง

ลักษณะนิสัยของ เชาเชา

          ด้วยความที่ในอดีต เชาเชา เป็นสุนัขที่ใช้ในการช่วยล่าสัตว์ เป็นสุนัขที่มีความเป็นนักสู้ในหัวใจ ดังนั้น เชาเชา จึงไม่ใช่สุนัขที่ขี้เล่นประจบเหมือนกับสุนัขหลาย ๆ พันธุ์ มีนิสัยเฉพาะตัวที่สุขุม มั่นคง และเชื่อมั่นตัวเอง เชาเชา จึงเป็นสุนัขที่ไม่ต้องการให้เจ้าของเอาอกใจมากนัก พวกเขาจัดเป็นสุนัขที่เงียบ เห่านับครั้งได้ และส่วนใหญ่เห่าเพื่อเตือนให้ระวังภัย มีนิสัย ซื่อสัตย์ เก็บตัวและขรึม

          ส่วนหน้าตาที่อาจจะดูดุ ๆ บึ้ง ๆ แต่ความจริงแล้ว เชาเชา เป็นสุนัขที่มีอารมณ์ดี รักอิสระ และจงรักภักดี พวกเขาจะไม่ชอบกระดิกหางให้กับคนทั่วไป หากแต่จะเลือกแสดงความรักและความขี้เล่นของเขาต่อคนในครอบครัวเท่านั้น นอกจากนี้ ความภักดีของสุนัขพันธุ์นี้ คือสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นคุณสมบัติอันมีค่า

          เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คงต้องบอกว่า เจ้าหมาหมี สิงโตน้อยอย่าง เชาเชา ก็เป็นสุนัขอีกสายพันธุ์ที่น่ารักน่าเลี้ยงไม่เบาเลย

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เซนต์เบอร์นาร์ด

มื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 3 กันยายน 2552 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากประชาชนว่า ที่โรงพยาบาลปราณบุรี มีผู้ปกครองได้พาเด็กอายุประมาณ 5 - 6 ขวบ มีเลือดออกที่บริเวณใบหน้า ศีรษะ และตามร่างกาย มาให้แพทย์ และพยาบาล ช่วยรักษาอาการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากถูกสุนัขขนาดใหญ่ พันธ์ต่างประเทศกัด โดยทราบจากนางประภา ครูใหญ่น้อย ซึ่งเป็นมารดาผู้นำตัวเด็กมารักษา ชื่อ ด.ช. เอ นามสมมุมติ อายุ 5 ปี เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ รัชตะวิทยา เนื่องจาก ด.ช.เอ ได้ถูกสุนัข ของเพื่อนบ้านพันธุ์ เซนต์เบอร์นาร์ด เข้าทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยถูกเขี้ยวสุนัขกัดเข้าที่ใบหน้า แพทย์ต้องเย็บถึง 32 เข็ม ที่แขนทั้ง 2 ข้างรวมถึงสะโพก มีร่องรอยเขี้ยว สุนัขกัดเต็มไปหมด แพทย์ต้องฉีดยาระงับปวดให้ และให้นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล
          นางประภา มารดาของเด็กชาย เอ เล่าให้ฟังว่า เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ตนเห็นลูกชายเดินร้องไห้เข้าบ้านมา และมีเลือดเต็มตัวไปหมด ตนตกใจมาก จึงได้ถามว่าโดนอะไรมา เด็กชายบอกว่าถูกหมากัดมา ตนจึงรีบนำลูกชายส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยมี นางพะเยาว์ แก้วน้ำสุก อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 96 ม.3 ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ ซึ่งเป็นเจ้าของสุนัขพันธ์ เซนต์เบอร์นาร์ด ได้มาที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการเด็กชายเอด้วย

          จากการสอบถาม นางพะเยาว์ เล่าให้ฟังว่า บ้านตนกับบ้านพ่อแม่เด็กชายเอ เป็นเพื่อนบ้านสนิทกัน ต่างไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ยิ่งเด็กชายเอ กับลูกชายของตน จะชอบไปเที่ยวเล่นกันที่บ้านทั้งคู่เป็นประจำ วันนี้เป็นวันไหว้เจ้า ทั้ง 2 บ้าน จึงได้ให้ลูกชายหยุดเรียน ระหว่างนั้น เด็กชายเอได้เข้าไปเล่นที่บ้านตน และที่บ้านได้เลี้ยงสุนัขพันธ์ เซนต์เบอร์นาร์ด ไว้หนึ่งตัว อายุประมาณ 3 ปี ไว้คอยสำหรับเฝ้าบ้านเพราะในเวลากลางวัน จะมีแม่อยู่คนเดียวแก่และก็อายุมากแล้ว และที่สำคัญที่บ้านมีขโมยเข้าบ้านมาแล้ว 3 ครั้ง ดังนั้น จึงรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงซื้อสุนัขมาเพื่อไว้คอยเฝ้าบ้าน

          นางพะเยาว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นิสัยเจ้าสุนัขตัวดังกล่าว จะไม่ชอบเสียงเด็ก เวลาได้ยินก็จะมีพฤติกรรมชอบเห่า และกระโดดเข้าใส่ แต่ก็แปลกใจว่า ทำไมวันนี้โซ่ที่ล่ามเจ้า เซนต์เบอร์นาร์ด จึงหลุดมาทำร้ายเด็กได้ เรื่องสุนัขของตนทำร้ายเด็กครั้งนี้ ตนยอมรับผิดชอบทุกอย่าง  ส่วนแม่ของเด็กก็ไม่เอาเรื่อง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ถือว่าเป็นอุบัติเหตุ และเป็นความโชคไม่ดีของเด็ก

บางแก้ว


ประวัติความเป็นมาของสุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว จากข้อมูลที่ได้สอบถามจากประชาชนตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านบางแก้ว ตำบลท่านางงาม และบ้านชุมแสงสงคราม ตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก พอจะสรุปได้ว่า แหล่งกำเนิดของสุนัขไทยพันธุ์บางแก้วนั้นอยู่ที่วัดบางแก้ว ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม สภาพภูมิประเทศทั่ว ๆ ไปนั้นยังคงเป็นป่าพง ป่าระกำป่าไผ่ และต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นเหมาะสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ ชุกชุม เช่นช้างป่าเป็นโขลง ๆ หมูป่า ไก่ป่าสุนัขจิ้งจอก และหมาใน
หลวงพ่อมาก เมธาวี เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ของวัดบางแก้ว ที่วัดของท่านเลี้ยงสุนัขไว้ไม่ต่ำกว่า 20-30 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสุนัขที่ดุขึ้นชื่อลือชา และชาวบ้านทราบกันดีว่า ใครที่เข้ามาในวัดแต่ละครั้งจะต้องตะโกนให้เสียงแต่ไกล ๆ เพื่อให้พระอาจารย์มาก เมธาวี ท่านช่วยดูหมาเอาไว้ก่อน มิฉะนั้นจะถูกมันไล่กัด ด้วยกิตติศัพท์ในความดุของสุนัขที่วัดบางแก้วนี้เอง จึงมีผู้คนนิยมมาขอลูกสุนัขไปเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน เฝ้าเรือน เฝ้าเรือ เฝ้าแพ เฝ้าวัว เฝ้าควาย พื้นที่ที่สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วได้ขยายพันธุ์ไปมากที่สุดก็คือ ตำบลท่านางงามและตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก แต่ในปัจจุบันได้ขยายวงกว้างออกไปหลายจังหวัด
เหตุผลที่สันนิษฐานว่า สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วเป็นสุนัขลูกผสมสามสายเลือด เพราะพื้นที่ในเขตตำบลท่านางงาม ตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ ในอดีตนั้นเป็นป่าดงพงพีที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด รวมทั้งสุนัขจิ้งจอกและหมาในอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โอกาสที่สุนัขจิ้งจอกและหมาในตัวผู้จะมาแอบลักลอบเข้ามาผสมพันธุ์กับสุนัขไทยตัวเมียที่เลี้ยงไว้ในวัดบางแก้วนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว เพราะสุนัขป่าทั้งหลายนี้เป็นสุนัขที่กล้าหาญชาญชัย ว่องไว ใจปราดเปรียว แข็งแรง ซึ่งเรื่องนี้ อาจารย์ท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์[ต้องการอ้างอิง] ได้ตรวจโครโมโซมของสุนัขไทยพันธุ์บางแก้วแล้วพบว่ามีโครโมโซมของสุนัขจิ้งจอกปะปนในโครโมโซมของสุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว ซึ่งเป็นการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่าสุนัขไทยพันธุ์บางแก้วสืบเชื้อสายจากสุนัขลูกผสมระหว่างสุนัขบ้านกับสุนัขจิ้งจอก สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วจึงมีลักษณะดีเด่นปรากฏโฉมออกมาคือ มีขนยาว ขนมีลักษณะเป็นขนสองชั้นคล้าย หางเป็นพวงสวยงาม มีขนแผงคอคล้ายแผงคอสิงโต ดุ เฉลียวฉลาด มีไอคิวสูง ไม่แพ้สุนัขพันธุ์ต่างประเทศ มีความสวยงาม
ไฟล์:Bangkaew.jpg